fbpx

ภาวะตกขาว เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ระดูขาวนั้น มักพบในสตรีส่วนมากที่ต้องเคยเกิดขึ้นและทำให้สตรีจำนวนไม่น้อยมีความกังวลจนต้องมาพบแพทย์ และสูตินรีแพทย์ ภาวะดังกล่าวนี้อาจเป็นอาการที่แสดงออกมาเพื่อแสดงจากการตอบสนองต่อฮอร์โมนในสตรีที่ปกติ หรือจากการที่เป็นโรคที่ไม่รุนแรง เช่นภาวการณ์ติดเชื้อ ไปจนกระทั่งถึงโรคที่รุนแรงก็เป็นได้ ดังนั้นภาวะตกขาวนี้จึงมีความสำคัญที่ควรรู้มิใช่น้อย

ตกขาว
ภาวะตกขาว

ตกขาวคืออะไร

สารคัดหลั่งที่ถูกขับออกมาทางช่องคลอด โดยไม่ใช่เลือดประจำเดือน ซึ่งของเหลวดังกล่าวส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นจากช่องคลอด ปากมดลูก และอวัยวะข้างเคียงบริเวณปากช่องคลอด สารคัดหลั่งหรือเมือกนี้ถูกขับออกจากปากมดลูกมายังช่องคลอด มีหน้าที่ช่วยในการหล่อลื่น ป้องกันการติดเชื้อ และระคายเคือง ตกขาวนั้นเกิดขึ้นได้ในภาวะปกติ และก็ภาวะที่เกิดโรคได้

สาเหตุ ตกขาว
สาเหตุ ตกขาว

ตกขาวเกิดจากอะไร

โดยปกติตกขาวเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจน ปริมาณของสารคัดหลั่งหรือเยื่อเมือกอาจเพิ่มขึ้นจากการติดเชื้อในช่องคลอดหรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และสามารถกลับมาเป็นซ้ำอีกได้เป็นระยะ สาเหตุหลักมักเกิดจากการติดเชื้อ ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นต้น ส่วนสาเหตุอื่นนอกจากการติดเชื้อ เช่น เนื้องอก มะเร็ง สิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด โดยตกขาวปกติจะมีสีขาวหรือใส และไม่มีกลิ่นเหม็น ส่วนตกขาวที่มีสีเทา สีเขียว สีเหลือง สีชมพู หรือมีเลือดปน และส่งกลิ่นเหม็นคล้ายเนื้อเน่า จะเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นภายใน

ประเภท ตกขาว
ประเภท ตกขาว

ประเภทของตกขาว

1. ตกขาวปกติ

ตกขาวปกติจะมีลักษณะจะเป็นมูกใสหรือคล้ายแป้งเปียก ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่คัน ไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ เช่น ไม่มีอาการปวดท้อง หรือปวดแสบเวลาถ่ายปัสสาวะ เป็นต้น

2. การติดเชื้อราในช่องคลอด (VULVOVAGINAL CANDIDIASIS)

เกิดจากการติดเชื้อ CANDIDA ALBICANS ตกขาวชนิดนี้จะมีลักษณะเหมือนแป้งเปียก มักมีอาการคันบริเวณปากช่องคลอด ปัสสาวะแสบขัด เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ เมื่อตรวจภายในอาจพบการบวมแดงบริเวณปากช่องคลอดและช่องคลอด

3. การติดเชื้อแบคทีเรีย (BACTERIAL VAGINOSIS)

ตกขาวมีลักษณะสีเทา มีกลิ่นเหม็นเหมือนคาวปลา มีอาการคัน อาจมีปัสสาวะแสบขัดหรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ร่วมด้วย ส่วนอาการอักเสบในช่องคลอดหรือแสบร้อนบริเวณปากช่องคลอดพบได้น้อย

4. การติดเชื้อทริโคโมแนส (TRICHOMONIASIS)

เกิดจากเชื้อโปรโตซัว TRICHOMONAS VAGINALIS ตกขาวชนิดนี้จะมีสีเขียวเป็นฟองและมีกลิ่นเหม็น ร่วมกับมีอาการแสบร้อนและคันบริเวณปากช่องคลอดและช่องคลอด ปัสสาวะแสบขัด เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์หรือเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ มีการอับเสบ บวมแดงบริเวณปากช่องคลอดและช่องคลอด มีจุดเลือดออกบริเวณช่องคลอดและปากมดลูกที่มีลักษณะจำเพาะเรียกว่า Strawberry cervix

ตกขาว เกิดกับใครได้บ้าง

ตกขาวเกิดกับใคร

ตามปกติแล้วในสตรีที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หรือ สตรีที่อยู่ในช่วงอายุที่ยังมีประจำเดือน หรือมีฮอร์โมนเพศหญิงเจริญเต็มที่ มักจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่แตกต่างกันไปตามระยะของประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงนี้ จะมีผลต่อการเกิดลักษณะสารคัดหลั่งหรือเยื่อเมือกที่สร้างขึ้นมาจากอวัยวะต่าง ๆ ในระบบสืบพันธุ์สตรี ตัวอย่างเช่น ในช่วงกึ่งกลางรอบประจำเดือนหรือระยะใกล้เคียงกับการตกไข่ ซึ่งเป็นเวลาที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง ทำให้ในช่วงเวลานี้ จะมีตกขาวลักษณะค่อนข้างเหลวใส ๆ ปริมาณมากกว่าระยะเวลาอื่น ส่วนตกขาวในระยะเวลาอื่นจะมีสีขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียก นอกจากนั้นแล้ว ตกขาวที่ปกติควรจะไม่คัน และไม่มีกลิ่น ถ้าหากตกขาวมีลักษณะดังที่กล่าวมานี้ถือว่าปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องรักษา ช่วงวันที่ 1-5 ของรอบเดือน เป็นช่วงที่มีเลือดประจำเดือน ช่วงวันที่ 6-14 ของรอบเดือน ส่วนมากจะมีตกขาวน้อยกว่าช่วงปกติ ตกขาวมีลักษณะขุ่น มีสีขาวหรือเหลือง และอาจมีลักษณะเหนียวได้ ช่วงวันที่ 14-25 ของรอบเดือน ในช่วงก่อนวันตกไข่ ตกขาวอาจมีลักษณะเป็นเมือกลื่นๆ คล้ายไข่ขาว แต่หลังจากมีการตกไข่ ตกขาวจะกลับมามีลักษณะขุ่น มีสีขาวหรือเหลือง อีกครั้ง ช่วงวันที่ 25-28 ของรอบเดือน ก่อนมีประจำเดือน จะเป็นช่วงที่ตกขาวมีปริมาณน้อยลงมากจนจางหายไป

อาการตกขาวที่ผิดปกติ
อาการตกขาวที่ผิดปรกติ

ข้อเสียของตกขาว

อาการตกขาวที่ผิดปกติควรได้รับการรักษาที่ต้นเหตุและรอยโรคที่ป่วย ทั้งการรักษาด้วยยาเฉพาะทางหรือการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับอาการป่วยและความรุนแรงของโรค แต่โดยทั่วไป ตกขาวมักเกิดจากการติดเชื้อ ประเภทเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราในช่องคลอด ซึ่งรักษาให้หายขาดได้

ตกขาวที่ผิดปกติอาจมีอาการที่แสดงออกมาเนื่องจากการติดเชื้อและการเจ็บป่วยของโรค เช่น

  • คัน บวม เจ็บปวด หรือมีแผลบริเวณช่องคลอดและปากช่องคลอด
  • มีเลือดที่ไม่ใช่เลือดประจำเดือนไหลออกมาจากช่องคลอด
  • เจ็บปวดในขณะปัสสาวะ ปวดบริเวณท้องน้อย
  • เจ็บปวดในขณะมีเพศสัมพันธ์
  • การติดเชื้ออาจแพร่จากแม่สู่ลูกได้ในการคลอด
  • การติดเชื้ออาจแพร่ลามไปยังอวัยวะในระบบสืบพันธุ์อื่น ๆ อาจทำให้เกิดภาวะมีลูกยาก
  • การติดเชื้ออาจทำให้เกิดการอักเสบลุกลาม เรื้อรัง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงในระบบสืบพันธุ์ เช่น มดลูก และรังไข่
  • ตกขาวที่เกิดจากการมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ภายในมดลูกหรือช่องคลอด อาจนำไปสู่อาการช็อกเฉียบพลันจากการที่พิษเข้าสู่กระแสเลือด (Toxic Shock Syndrome) ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ทั้งนี้อาการดังกล่าว อาจก่อให้เกิดเป็นโรคที่รุนแรงขึ้นได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

ป้องกัน ตกขาว
ป้องกัน ตกขาว

การป้องกันตกขาว

ตกขาวสามารถป้องกันได้ โดยปกติแล้วบริเวณช่องคลอดจะมีเชื้อแบคทีเรียทีเรียเจ้าถิ่นอยู่ ซึ่งจะคอยทำหน้าที่ปกป้องช่องคลอดไม่ให้เกิดการติดเชื้อ แต่เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายมีการรับประทานยาฆ่าเชื้อ อาจเป็นการรักษาโรคหวัดและอื่นๆ จะส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียเจ้าถิ่นชนิดนี้ถูกทำลายได้ รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ อาจส่งผลทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำลง หรือการทานยากดภูมิ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่ตกขาวได้ รวมถึงช่วงหลังมีประจำเดือนหรือใกล้มีประจำเดือนที่เป็นปัจจัยเสี่ยง ป้องกันได้โดยการทำร่างกายให้แข็งแรง โดยออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดสุราและบุหรี่ หรือปรับพฤติกรรมบางอย่าง เช่น หลีกเลี่ยงการอับชื้น ไม่ใส่กางเกงในรัดเกินไป และระวังเวลาเป็นหวัด หากทานยาฆ่าเชื้ออาจมีตกขาวตามมาได้ นอกจากนี้ยังพบว่าในบางรายมีการฉีดน้ำล้างช่องคลอดเป็นเวลานาน ยังทำให้สิ่งแวดล้อมในช่องคลอดเปลี่ยนไป อาจส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียเจ้าถิ่นตายและเกิดการติดเชื้อได้ง่ายอีกด้วย

แก้ปัญหา ตกขาว
แก้ปัญหา ตกขาว

การเเก้ปัญหาตกขาว

1. การติดเชื้อราในช่องคลอด (VULVOVAGINAL CANDIDIASIS) รักษาด้วยยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีทั้งรูปแบบยาครีม ยาเหน็บช่องคลอด และยารับประทาน เช่น Clotrimazole, Miconazole, Tioconazole, Fluconazole

2. การติดเชื้อแบคทีเรีย (BACTERIAL VAGINOSIS) รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ เช่น Metronidazole, Tinidazole, Clindamycin และควรงดกิจกรรมทางเพศระหว่างการรักษา

3. การติดเชื้อทริโคโมแนส (TRICHOMONIASIS) รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ เช่น Metronidazole, Tinidazole และให้การรักษาคู่นอนร่วมด้วย

ยาเหน็บช่องคลอด โดยการใช้ยอดสอดเข้าไปในช่อคลอด ร่วมกับการใช้ยาทา แต่ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง ควรใช้ยาโดยคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ส่วนการใช้ยายาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน เพื่อฆ่าเชื้อโรคจากการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของการเกิดตกขาว นอกจากนี้การรับประทานยาปฏิชีวนะก็ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เช่นกัน

สรุป

การเกิดภาวะตกขาวนั้น เกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันออกไป ทางที่ดีที่สุด หากรู้สึกว่ามีอาการตกขาวที่ผิดปกติ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อเข้ารับรักษาและขอคำแนะนำจากแพทย์อย่างถูกต้อง หากปล่อยไว้ นอกจากจะเกิดความไม่สบายใจ แล้วยังอาจส่งผลให้เกิดโรคอื่นๆตามมาอีกด้วย